ประยุกต์ขั้นตอนการปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุพระนิพพาน

Uncategorized Comments Off

ที่ปรากฏในคณกโมคคัลลานสูตรมาใช้ในการพัฒนาชีวิต
๔.๑ การประยุกต์ขั้นตอนการปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุพระนิพพานที่ปรากฏในคณกโมคคัลลาน
สูตรมาใช้ในการพัฒนาชีวิต
เป็นที่ทราบดีว่าเกิดมาแล้วต้องตาย เกิดเท่าไหร่ก็ตายเท่านั้น ก่อนที่จะตายเราได้เลือกทางเดินไปสู่เป้าหมายที่ดีที่สุดแล้วหรือยัง หากยังไม่เลือกจะเป็นการประมาทเกินไปหรือไม่ ขณะนี้เราทำอะไรอยู่ เป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนาคือการบรรลุมรรคผลนิพพาน จากงานวิจัยนี้ทางเดินไปสู่พระ Read the rest of this entry »

ประยุกต์ขั้นตอนการปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุพระนิพพานที่ปรากฏในคณก-โมคคัลลานสูตรมาใช้ในการพัฒนาชีวิตสำหรับบรรพชิต

Uncategorized Comments Off

บรรพชิต หมายถึง ผู้บวช นักบวช เช่น ภิกษุ ภิกษุณี สามเณร แม่ชี สิกขมานา หรือสามเณรี ซึ่งเข้าสู่การฝึกอบรมตนตามลำดับเป็นขั้นตอน ดังนี้
๑. ผู้ปฏิบัติต้องเป็นผู้มีศีล ตามศีลในฐานะของตน เช่น ภิกษุสมาทาน(รับเอา)ศีล ๒๒๗ ข้อ รับมาประพฤติปฏิบัติตั้งแต่เมื่อตอนอุปสมบทเข้ามาสู่พระศาสนานี้แล้ว ทั้งยังประพฤติปฏิบัติในจูลศีล มัชฌิมศีล และมหาศีล ภิกษุณีสมาทานศีล ๓๑๑ ข้อ สามเณรสมาทานศีล ๑๐ ข้อ แม่ชีสมาทานศีล ๘ ข้อ สิกขมานาหรือสามเณรีสมาทานศีล ๖ ข้อ เมื่อมีศีลแล้วยังต้องประพฤติวัตรปฏิบัติมิให้ขาดตกบกพร่องต่อสิ่งที่เกี่ยวข้อง เช่น หน้าที่ของศิษย์ต่อครู อุปัชฌาย์ อาจารย์ หน้าที่ในฐานะต่างๆ เมื่อจะรักษาศีลแล้วต้องพรั่งพร้อมด้วยการเป็นอยู่อย่างเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์ตามสภาพของตน ไม่ล่วงละเมิดในสิกขาบทนั้นๆ โดยสำรวมกายวาจาให้เป็นศีลตามสภาพของตน ไม่ไปในที่ที่ไม่ควรไป ควรไปในที่ที่ควรไป มองเห็นโทษเล็กน้อยเป็นโทษใหญ่จึงไม่ยอมล่วงละเมิดในศีลนั้นแม้เหตุแห่งชีวิต สมาทาน Read the rest of this entry »

๒. ผู้ปฏิบัติต้องเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย

Uncategorized Comments Off

ทวารคือประตูหรือช่องที่จะให้กิเลสเข้ามาสู่ใจได้ก็ด้วยอุปาทานคือจิตเข้าไปผูก ไปยึดมั่นกับสิ่งทั้งหลาย ก็เมื่อช่องต่อภายในคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ต่อเข้ากับสิ่งภายนอกคือ รูป เสียง กลิ่น รส สิ่งสัมผัสกาย สิ่งสัมผัสใจ ต้องคุ้มครอง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ช่องประตูเหล่านี้ด้วยสติ หากไม่มีสติทำหน้าที่คุ้มครองและรักษาอยู่ที่ประตูเหล่านี้แล้ว เมื่อตากระทบกับรูป หูกระทบกับเสียง จมูกกระทบกับกลิ่น กายกระทบกับสิ่งถูกต้องกาย ใจกระทบกับสิ่งสัมผัสใจอันเป็นเรื่องราวต่างๆ หากเผลอสติไม่ได้คุ้มครองรักษาทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ก็จะเกิดความชอบ ความชัง หรือเฉยแบบเผลอสติ ชอบก็อยากได้ ไม่ชอบก็อยากผลักไส ส่งผลให้เป็นเวทนา ที่เรียกว่า สุข ทุกข์ อทุกขมสุข อันเป็นอารมณ์ที่เป็นอกุศล มิได้เป็นอารมณ์ฝ่ายกุศลเลยแสดงได้ด้วยห่วงโซ่ ๑๒ ห่วงที่ทำให้สัตว์จมอยู่ในห้วงสังสารวัฏฏ์เวียนว่ายตายเกิดอยู่ใน ๓๑ ภูมิ มีนรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย มนุษย์ เทวดา ๖ ชั้น รูปพรหม ๑๖ ชั้น อรูปพรหม ๔ ชั้น Read the rest of this entry »

ห่วงที่ ๘ ตัณหา

Uncategorized Comments Off

ภาวะที่จิตมีความรู้สึกต่อสิ่งใด แล้วเกิดเป็นความอยาก อยากดู อยากฟัง สรุปรวมอยู่ในตัณหา ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา คืออยากได้ อยากเป็น อยากไม่เป็น
ห่วงที่ ๙ อุปาทาน สำคัญมั่นหมาย ปักใจ แน่วแน่ที่จะยึดถือเอาสิ่งนั้นเพราะตัณหาเป็นปัจจัย
ห่วงที่ ๑๐ ภพ อาการที่จิตเข้าไปสำคัญมั่นหมายด้วยความมี ความเป็น เมื่อเข้าไปสำคัญมั่นหมายสิ่งใดก็จะเกิดเป็นอะไรขึ้นจริงๆ จังๆ
ห่วงที่ ๑๑ ชาติ จิตที่มีความรู้สึกว่ามีตัวตน ตัวฉัน ของฉัน ลูกของฉัน เป็นต้น
ห่วงที่ ๑๒ ห่วงสุดท้าย ชรา มรณะ ฯลฯ เศร้าโศกเสียใจ หนักอกหนักใจ๒
กล่าวได้ว่าห่วงโซ่ทั้ง ๑๒ ห่วงนี้จริงๆ แล้ว มีชื่อเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท สภาพอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันจึงเกิดมีขึ้น การที่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกันมา มีองค์ คือหัวข้อ ๑๒ ดังนี้ Read the rest of this entry »

บุคคลประกอบด้วยรูป กับ นาม

Uncategorized Comments Off

รูปก็คือรูปนี้ นามก็คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รวมเรียกว่านาม แต่เรียกกลับกันว่านามรูป ขันธ์เป็นที่ยึดถือทั้ง ๕ ประการเหล่านี้เป็นทุกข์ ถ้าไม่ยึดถือก็เป็นสภาพธรรมดา มีความเกิด มีความแก่ ชรา ทรุดโทรม และมรณะ
ตายเป็นสุด ก็เป็นสภาวะธรรมดา แต่เมื่อเข้าไปยึดถือเพราะตัณหา เป็นเหตุปัจจัยให้ยึดว่าเป็นเรา เป็นอัตตาตัวตนของเรา บุคคลคือจิตใจนั้นจึงต้องเป็นทุกข์ ดังเช่น ประจวบกับสิ่งไม่รักเป็นทุกข์ พลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์ สรุปคือ ปรารถนาไม่ได้สมหวังก็เป็นทุกข์๔ ตัวอย่างหลักความจริง เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้ เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น เรามีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย จะทำกรรมใดไว้ ดีหรือชั่วก็ตาม เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น การได้ประสบกับสิ่งอัน Read the rest of this entry »

เมื่อตากระทบรูป หูกระทบเสียง

Uncategorized Comments Off

เป็นต้น สติกำหนดไม่ทัน หรือสติยังอ่อนอยู่ เกิด
ความชอบใจไม่ชอบใจ หรือเฉยอยู่เพราะเผลอสติ ก็ให้กำหนดรู้ชัดอย่างนี้ว่า สภาพนั้นๆ เป็นของหยาบ อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียดประณีตคืออุเบกขา ดังนั้น ความชอบใจ ความไม่ชอบใจ และความเฉยแบบเผลอสติที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไปทันที อุเบกขาดำรงมั่น
ในข้อนี้ประสงค์จะให้เป็นผู้รู้จักอริยสัจ ๔ ปฏิบัติอยู่ในแนวทางแห่งอริยสัจ มีความเห็นไม่วิปลาส ไม่เห็นเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตนเราเขา อันเป็นก้อนเป็นแท่ง แต่ให้เห็นเป็นของผสมปรุงแต่ง ด้วยธาตุ ขันธ์ อายตนะ มีเหตุปัจจัย ทำให้มีขึ้นเป็นขึ้น จึงได้เข้าไปสัมผัสสัมพันธ์กับสิ่งภายนอกเหล่านั้นด้วยสติ
๓. ผู้ปฏิบัติต้องรู้ประมาณในการบริโภคอาหารพิจารณาโดยแยบคายแล้วกำหนดประโยชน์ในการกลืนกินอาหารเป็นคำๆ นั้นว่า ไม่ใช่เพื่อเล่น ไม่ใช่เพื่อมัวเมา ไม่ใช่เพื่อประดับ ไม่ใช่เพื่อตกแต่ง แต่กินอาหารเพียงเพื่อความดำรงอยู่ได้แห่งกายนี้ เพื่อให้กายนี้เป็นไปได้ เพื่อกำจัดความเบียดเบียน เพื่อ Read the rest of this entry »

ผู้ปฏิบัติหากไม่มีความจำเป็นอย่าได้รับประทานเ

Uncategorized Comments Off

เพราะจะทำให้การปฏิบัติไม่ก้าวหน้า เพราะติดอยู่กับอาหารเสริม ยาสมุนไพร มีผู้เล่าว่า ได้เคยไป
ปฏิบัติธรรมที่ป่าช้าครั้งแรกก็กลัวจึงกำหนดกรรมฐานอย่างไม่ละวางเลย จิตแน่วแน่ ความกลัวหายไปหมดสิ้น เมื่อถึงคราวไปฉันอาหารก็รู้ชัดในสภาวะขณะกำลังฉันนั้น กลับจากฉันแล้วจิตยังตื่นเบิกบานอยู่ วันหลังๆ ไปฉันก็รู้ชัดสภาวะอยู่ หลังจากนั้นอีกหลายเดือนกลับไปปฏิบัติใหม่ตั้งใจว่าจะปฏิบัติอยู่สักเดือนครึ่ง แต่ปฏิบัติไม่เป็นผลเลย ทั้งยังสร้างเรื่องผิด พระธรรมวินัย แม้ครูบาอาจารย์จะได้แนะนำให้ทิ้งความหวังความอยากไปในขณะปฏิบัติ ก็ไม่เป็นผล ต้องเดินทางกลับแม้ยังไม่ครบกำหนด มาทราบภายหลังว่าเพราะสมุนไพรที่ต้องรับประทานทุกคืนนั่นเอง ทำให้มีโมหะครอบงำจิตสร้างเรื่องผิดพระธรรมวินัยขึ้นมา มีคืนหนึ่งไม่ได้ฉันสมุนไพรอย่างที่เคย กลับหลับสบายไม่ฝันร้าย โมหะไม่ครอบงำจิต การปฏิบัติรู้ตื่นเบิกบานขึ้น เป็นดังนั้นอยู่หลายวัน ต่อมาความรู้ตื่นเบิกบานก็จางคลายไป สมุนไพรนั้นก็คืนผู้นำมาถวายเพราะไม่เหมาะกับตนที่จะบริโภคอีกต่อไป Read the rest of this entry »

ผัสสาหาร อาหารคือผัสสะ

Uncategorized Comments Off

อายตนภายในกับอายตนภายนอกกระทบกันทำให้เกิดเวทนา สุข ทุกข์ หรือ อทุกขมสุข เห็นผัสสาหารเปรียบเหมือนแม่โคที่ไม่มีหนังหุ้มจะไปยังที่ใดๆ ก็ถูกสัตว์ในที่นั้นๆ เจาะกิน เพื่อกำหนดรู้เวทนา
มโนสัญเจตนาหาร อาหารคือความจงใจเพราะทำให้เกิดกรรม เห็นมโนสัญเจตนาหารเปรียบเหมือนหลุมถ่านเพลิง เมื่อตกลงไปไม่ตายก็เจ็บปางตาย เพื่อกำหนดรู้ตัณหา ๓ (กามตัณหา อยากได้อารมณ์อันน่ารักใคร่ ภวตัณหา อยากเป็นนั่นเป็นนี่ วิภวตัณหา อยากไม่เป็นนั่นไม่เป็นนี่)
วิญญาณาหาร วิญญาณเรียกว่าอาหารเพราะทำให้เกิดนามรูป เห็นวิญญาณาหารเปรียบเหมือนนักโทษประหารที่ถูกลงโทษอย่างหนักถึงตายวันละ ๓๐๐ ครั้ง เพื่อกำหนดรู้นามรูป จึงต้องไม่ดำริ ไม่จงใจ ไม่นึกคิดถึงสิ่งใด เมื่ออารัมณปัจจัยไม่มีความตั้งมั่นแห่งวญญาณจึงไม่มี
เมื่อมีความเข้าใจชัดเจนในเรื่องอาหารแล้วพึงปฏิบัติในข้อต่อไป
๔. ผู้ปฏิบัติต้องเป็นผู้ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอย่างต่อเนื่องตลอดวัน ทั้งกลางวันและกลางคืน Read the rest of this entry »

อานิสงส์ในการเดินจงกรมมี ๕ อย่าง

Uncategorized Comments Off

คือเป็นผู้อดทนต่อการเดินทางไกล เป็นผู้อดทนต่อการกระทำความเพียร เป็นผู้มีอาพาธน้อย สิ่งที่กินแล้วย่อมถึงการย่อยด้วยดี และสมาธิที่ได้ในขณะเดิน ย่อมตั้งอยู่ได้นาน
ลักษณะของผู้ที่ง่ายต่อการเข้าอยู่ในสมาธิ คือ เป็นผู้อดทนต่อรูปทั้งหลาย อดทนต่อเสียงทั้งหลาย ผู้อดทนต่อกลิ่นทั้งหลาย อดทนต่อรสทั้งหลาย อดทนต่อโผฏฐัพพะ ผู้ปฏิบัติที่ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้เป็นผู้ควรเพื่อเข้าถึงสัมมาสมาธิ๗ ซึ่งอานิสงส์ของสมาธิ คือ สมาธิภาวนาที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เพื่อได้ญาณทัสสนะ เพื่อสติสัมปชัญญะ เพื่อความสิ้นอาสวะ๘
จะเห็นว่าการประกอบความเพียรของผู้ปฏิบัติธรรมดำเนินไปตลอดวันตลอดคืน
๕. ผู้ปฏิบัติต้องเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ ทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อมใน ๗ ฐานะ ดังนี้ การก้าวไป การถอยกลับ ๑ การแลดู การเหลียวดู ๑ การคู้เข้า การเหยียดออก ๑ การครองผ้าสังฆาฏิ บาตร และ Read the rest of this entry »

อาณาปานสติ

Uncategorized Comments Off

การดูลมหายใจเข้าหายใจออก รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาวหายใจออกยาวหายใจเข้าสั้นหายใจออกสั้น กำหนดรู้ให้ตลอดกองลมทั้งปวง ศึกษากายสังขารสงบขณะกำลังหายใจเข้าขณะกำลังหายใจออก ฯลฯ ศึกษาติดตามดูการสละคืนขณะหายใจเข้าขณะหายใจออก อาณาปานสติมีทั้งหมด ๑๖ ขั้น๑๐
กรรมฐานที่แนะนำนี้สามารถกระทำให้ถึงฌาน ๔ ได้ ส่วนกรรมฐานนอกจากนี้พิจารณาตามควรแก่อุปนิสัยของตน ได้แก่
กรรมฐานที่เหมาะแก่คนราคจริต คือ อสุภกรรมฐาน ๑๐(พิจารณา ซากศพในสภาพต่างๆ) กับ กายคตานุสสติกรรมฐาน(พิจารณาอาการ ๓๒)
กรรมฐานที่เหมาะแก่คนโทสจริต คือ พรหมวิหาร ๔ และวรรณกสิณ ๔
กรรมฐานที่เหมาะแก่คนโมหะ และ วิตกจริต คือ อานาปานสติกรรมฐาน Read the rest of this entry »


WordPress Theme & Icons by N.Design Studio. Powered by WordPress MU   Hosted by PracticeNirvana.com Sites
Entries RSS Comments RSS Log in